วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559

อย่าเสี่ยงเกิน 2%

อย่าเสี่ยงเกิน 2%

            คำแนะนำของเทรดเดอร์มืออาชีพหลายท่านที่อยู่ในตลาด Forex แห่งนี้มานาน ที่ประสบความสำเร็จและสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่องในตลาดแห่งนี้ส่วนใหญ่ได้แนะนำไปในทิศทางเดียวกับเลยคือ “อย่าเสี่ยงเกิน 2% ต่อ 1 การเทรด” ... หลายคนสงสัย ทำไมต้องแค่ 2% ทำไมไม่เสี่ยงเพิ่มมากกว่านั้น เพื่อที่จะให้พอร์ตเราโตเร็วๆขึ้น ???


            หลักสำคัญของการเทรดจริงๆแล้วคือการ “จัดการความเสี่ยง” อย่าลืมว่าเทรดเดอร์อย่างเราๆนั้นในการเทรดต้องใช้ “เงิน” หากเงินเราหมด เราก็จะไม่สามารถเทรดได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งของอาชีพเทรดเดอร์เลยคือ รักษาเงินทุน ให้ได้เป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องกำไรหรือผลตอบแทนเป็นเรื่องรอง เนื่องจากเราไม่สามารถทำนายอนาคตได้ว่าเราจะกำไรเท่าไหร่ ตลาดจะเป็นคนกำหนดให้เราเองในเรื่องนี้ แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้คือ ความคุมความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
            กลับมาเรื่อง อย่าเสี่ยงเกิน 2% ต่อ 1 การเทรด กันดีกว่า … เรามาดูตารางเปรียบเทียบกันว่าถ้าหากเปิดความเสี่ยงที่ 2% กับ 10% ความแตกต่างที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร ดูตามตารางด้านล่าง
#มูลค่าพอร์ต2%#มูลค่าพอร์ต10%
1$20,000$4001$20,000$2,000
2$19,600$3922$18,000$1,800
3$19,208$3843$16,200$1,620
4$18,824$3764$14,580$1,458
5$18,447$3695$13,122$1,312
6$18,078$3626$11,810$1,181
7$17,717$3547$10,629$1,063
8$17,363$3478$9,566$957
9$17,015$3409$8,609$861
10$16,675$33310$7,748$775
11$16,341$32711$6,974$697
12$16,015$32012$6,276$628
13$15,694$31413$5,649$565
14$15,380$30814$5,084$508
15$15,073$30115$4,575$458
16$14,771$29516$4,118$412
17$14,476$29017$3,706$371
18$14,186$28418$3,335$334
19$13,903$27819$3,002$30
            เห็นความแตกต่างไหมครับ ว่าหากเราเกิดแพ้ติดต่อกัน 19 ครั้ง มูลค่าพอร์ตของพอร์ตที่เปิดความเสี่ยง 2% กับ 10% แตกต่างกันค่อนข้างเยอะ โดยพอร์ตที่เปิดความเสี่ยง 2% มูลค่าพอร์ตสุดท้ายอยู่ที่ $13,903 (30% ของมูลค่าพอร์ตเริ่มต้น) ส่วนพอร์ตที่เปิดความเสี่ยง 10% มูลค่าพอร์ตสุดท้ายอยู่ที่ $3,002 (85% ของมูลค่าพอร์ตเริ่มต้น)
            ดังนั้นสิ่งแรกที่เราต้องคำนึงเลยคือเมื่อเราเจอช่วง Drawdown เราต้องคำนวณว่าพอร์ตเราจะรับได้หรือไม่ ให้อยู่รอดในการเทรดตลาด Forex แห่งนี้ได้


            และยิ่งถ้ามูลค่าพอร์ตเราน้อยลงเท่าไหร่ ความยากของการทำให้พอร์ตฟื้นคืนกลับมานั้นมากกว่า 2 เท่า เนื่องจากเราต้องอาศัย %ของการชนะที่มากกว่า ถึงจะกลับมาเท่าทุนหรือกำไร ยกตัวอย่างเช่น สมมติพอร์ตเรา $10,000 เราเทรดแพ้ไป 50% คือพอร์ตเราเหลือมูลค่า $5,000 แต่ในการปั้นพอร์ตให้กลับไปที่เดิมที่ $10,000 นั้นเราต้องชนะถึง 100% ถึงกลับไปเท่าเดิม ซึ่งสิ่งนี้ไม่สมดุลกันอย่างเห็นได้ชัด

% การแพ้% การชนะที่จะกลับมาเท่าทุน
10%11%
20%25%
30%43%
40%67%
50%100%
60%150%
70%233%
80%400%
90%900%

            ยิ่งเราแพ้มากเท่าไหร่ ความยากของการเอาคืนยากมากคืนเท่านั้น นี่เป็นหนึ่งสิ่งที่เราควรทำทุกวิธีการเพื่อปกป้องพอร์ตของเรา ดังที่เทรดเดอร์มืออาชีพหลายท่านให้ควบคุมความเสี่ยงอยู่ที่ 2% ของพอร์ต ซึ่งจะช่วยให้เราอยู่รอดในตลาดแห่งนี้ได้ … พอร์ตเราต้องอยู่รอดในช่วงแพ้ติดต่อกัน และหลีกเลี่ยงขนาด Drawdown ที่ลึก

ทีมงาน : forexfactorythai.com

แผนการเทรด

แผนการเทรด

            ก่อนจะไปเข้าเรื่องการวางแผนการเทรดว่า “โคตรสำคัญแค่ไหน” นั้น อยากจะแนะนำให้เทรดเดอร์หลายๆคนก่อนว่า “เป็นตัวของตัวเอง” … หมายความว่าอย่าไปเทรดตามใคร อย่าไปใช้กลยุทธ์ตามใคร อย่าไปรันระบบตามใคร อย่าไปใช้ความเสี่ยงตามใคร เนื่องจากทุกคนล้วนมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันออกไป เราควรใช้วิธีการเทรด , กลยุทธ์การเทรด , หรือระดับความเสี่ยงที่รับได้ ที่เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด ไม่ต้องไปตามคนอื่น เพราะว่าวิธีที่อื่นใช้ได้ผล มันอาจไม่ได้ผลกับเราก็ได้
            มาเข้าเรื่อง “แผนการเทรด” กันดีกว่า การวางแผนการเทรดถือว่าสำคัญที่สุดของอาชีพเทรดเดอร์เลยก็ว่าได้ พวกวิธีการเทรดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการเทรดเท่านั้น การวางแผนการเทรดจะเป็นตัวคอยพัฒนาการเป็นเทรดเดอร์ของเรา คอยควบคุมตัวเรา คอยป้องกันไม่ให้เรานอกลู่นอกทาง … เสน่ห์ของอาชีพเทรดเดอร์นั้นคือ ไม่มีใครมีควบคุมเรา ดังนั้นเราต้องควบคุมตัวเราเองให้ได้ ผลลัพธ์มันขึ้นอยู่กับเราทั้งนั้นว่า เราจะทำมันให้ดี หรือเราจะทำมันพัง … มาดูสิ่งสำคัญของการวางแผนการเทรดกันเลยดีกว่า


ประโยชน์ของการวางแผนการเทรด
  • ช่วงให้การเทรดง่ายขึ้น เพราะมีแผนที่ชัดเจน
  • ลดความตึงเครียดในการเทรด
  • สามารถวัดประสิทธิภาพของผลการเทรด , หาจุดบกพร่อง และปรับปรุงแก้ไขได้
  • คอยป้องกันปัญญาจิตวิทยาการเทรดได้มาก
  • ลดการเทรดที่แย่ลงได้
  • แผนการเทรดช่วยให้เราควบคุมสิ่งที่เราควบคุมได้ ก็คือตัวเราเอง
  • ช่วยเสริมสร้างวินัยในการเทรดในตัว
  • เปรียบเสมือนแผนที่นำทางของเรา ว่าเราจะเดินไปในทางใด (ปลายทางของเทรดเดอร์คือเทรดกำไรอย่างต่อเนื่อง)
  • รับรู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง และทำให้เราแก้ไขมันได้อย่างรวดเร็ว


            ถึงอย่างไรก็ดี การทำแผนการเทรดนั้น เป็นกระบวนการที่อาศัยความต่อเนื่อง ไม่ได้ตายตัว ต้องปรับปรุงเรื่อยๆ ต่อเนื่องตามการพัฒนาของตัวเทรดเดอร์ สิ่งสำคัญในการเทรดก็คือ ปิดความผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด และพัฒนาสิ่งถูกต้องให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายเราจะก็จะเป็นเทรดเดอร์ที่สามารถทำกำไรได้อย่างยั่งยืน

ทีมงาน : forexfactorythai.com

วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ประเภทเทรดเดอร์ใน Forex


ประเภทเทรดเดอร์ใน Forex

            เทรดเดอร์แต่ละคนสไตล์การเทรดก็แตกต่างกันออกไป แต่ละสไตล์ลักษณะการเทรดก็จะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเทรดเดอร์คนนั้นว่าจะเลือกสไตล์ไหนที่เหมาะสมกับตัวเอง โดยในการเทรด Forex นั้นหลักๆ สามารถแบ่งประเภทเทรดเดอร์ได้ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
  1. Scalper
  2. Day trader
  3. Swing trader
  4. Position trader
Scalper: เป็นพวกกินคำเล็ก เล่นสั้นๆ สามารถทำกำไรเพียงในกี่วินาที หรือเต็มที่ก็ประมาณนาที วัตถุประสงค์หลักของการเทรดสไตล์นี้คือเก็บกำไรเล็กๆ บ่อยๆ อาศัยจังหวะที่ตลาดผันผวน ในช่วงการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ หรือข่าวสำคัญๆ
Day trader: เล่นจบในวัน จะไม่ถือสถานะข้ามวัน กำไรขาดทุนรู้ภายในวันนั้น มักจะเริ่มเล่นตั้งแต่ต้นตลาดเปิดและหาจังหวะการเข้าออกตามแผนการวิเคราะห์ของเทรดเดอร์คนนั้นๆ


Swing trader: เล่นรอบถือข้ามวันได้ เล่นเป็นรอบๆ ไม่ต้องมานั่งเฝ้ากราฟตลอดทั้งวัน มักใช้เวลากับแผนการเทรดมากกว่า
Position trader: เป็นการเล่นยาว สามารถถือสถานะได้เป็นหลายสัปดาห์ หรือเป็นเดือน เทรดเดอร์สไตล์นี้มักให้น้ำหนักกับข้อมูลพื้นฐานเป็นอย่างมาก เมื่อจะกำหนดสถานะจะพิจารณาจากพื้นฐานเป็นหลัก
            แต่ละสไตล์ก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป เราควรเลือกสไตล์การเทรดให้เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด ไม่จำเป็นต้องไปเทรดตามคนอื่น เพราะว่าทุกคนล้วนมีลักษณะนิสัยแตกต่างกัน บางคนเก่งเดย์เทรด แต่พอไปเล่นสวิงเทรดกับแย่ บางคนเก่งสวิงเทรด แต่พอไปเดย์เทรดก็ขาดทุน ดังนั้นเลือกเล่นในเกมส์ที่เราถนัด และฝึกฝันมันให้เกิดประสิทธิภาพการใช้งานให้สูงขึ้นจนทำให้เราสามารถสร้างกำไรจากตลาด Forex แห่งนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

ทีมงาน : forexfactorythai.com

ทำไมต้องทำบันทึกการเทรด

ทำไมต้องทำบันทึกการเทรด


ย้ำอยู่เสมอว่าสิ่งที่เป็นตัวสร้างให้เทรดเดอร์ในตลาด Forex นั้นจะก้าวข้ามไปสู่ในจุดที่สามารถทำกำไรในระยะยาวได้นั้นต้องทำ “บันทึกการเทรด” กันทั้งสิ้น … การทำบันทึกการเทรดนั้นเป็นประตูแรกที่จะพาเราไปสู่การเทรดกำไรในระยะยาว


การเทรดโดยปราศจากบันทึการเทรดนั้นไม่ต่างอะไรกับ การขับรถเดินทางโดยไม่มี GPS นำทาง สุดท้ายเราก็จะหลง และก็ต้องหยุดการเดินทางนั้น การเทรดก็เช่นเดียวกัน เราต้องมีตัวนำทาง ต้องรู้ว่าการเทรดของเราจะเดินไปในทางไหน ไม่ใช่เทรดไปวันๆ โดยไม่รู้จุดหมาย ไม่รู้ว่าไม้ที่เทรดนั้นดีหรือแย่ เมากับการเทรด ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในอาชีพเทรดเดอร์ โปรดอย่าละเลยสิ่งนี้เลยนะครับ

บันทึกการเทรดจะคอยช่วยเราสามารถตรวจสอบรายละเอียดของการเทรดได้ว่า ผลตอบแทนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร การบริหารความเสี่ยงนั้นดีแค่ไหน และข้อผิดพลาดนั้นมีอะไรบ้าง ทำให้เราทราบถึงจุดที่ควรปรับปรุง และสามารถนำไปพัฒนาแก้ไขในจุดดังกล่าวได้


ฟังดูง่ายนะครับไอ้บันทึกการเทรดเนี่ย …
แต่เชื่อเลยหลายคนทำได้แปปเดียวก็เลิก ไม่ทำต่อ คิดว่าไม่จำเป็น และสุดท้ายก็ลงเอยเหมือนเดิมคือการเจ๊ง … มันยากตอนเริ่มครับ แต่ถ้าลองได้ทำดูแล้วจะเห็นถึงคุณค่าและความคุ้มค่าที่ทำมัน … ไม่ต้องเชื่อนะครับ ไปลองทำดู

ส่วนบางคนบอกว่าทาง Broker มีบันทึกการเทรดของเราให้อยู่แล้ว มี Transaction ของการซื้อขายย้อนหลังให้เราดูตลอด … สิ่งนี้มันบอกได้แค่ว่า เราเข้าออกตรงไหน แต่มันไม่ได้บอกว่าทำไมตอนนั้นเราถึงเข้า และทำไมตอนนั้นเราถึงออก … ซึ่งสิ่งนี้ไปนำไปสู่การพัฒนา การปรับปรุง เพื่อให้การเทรดของเราดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นตัวเสริมสร้างวินัย และคอยคุมอารมณ์การเทรดให้กับเทรดเดอร์ไม่เอาอารมณ์ไปผูกติดกับการเคลื่อนไหวของราคาหรือการกำไรขาดทุนของพอร์ต

ทีมงาน : forexfactorythai.com

ทริคการเลือกขนาด Time frame

ทริคการเลือกขนาด Time frame

            เทรดเดอร์หลายคนนั้นใช้การวิเคราะห์แบบ Multiple time frame analysis หรือการวิเคราะห์หลาย Time frame นั่นเอง เทรดเดอร์ทั่วไปก็จะใช้ประมาณอยู่ที่ 3 Time frame ไว้แบ่งแยกแนวโน้มระยะสั้น , ระยะกลาง และ ระยะยาว … ปัญหาอย่างหนึ่งของเทรดเดอร์ในการเลือกใช้ Time frame นั้นก็คือ จะใช้ Time frame อะไรดีล่ะ ?? เราจะมานำเสนอทริคในการเลือกขนาด Time frame ให้กับเทรดเดอร์นั้นนำไปประยุกต์ใช้กันในการเทรดในตลาด Forex กันนะครับ



            ก่อนอื่นทริคนี้เป็นของการเลือกใช้ Time frame ในตลาดหุ้นมาก่อน แต่เราสามารถใช้หลักการนี้มาใช้กับตลาด Forex ได้เช่นกัน มาดูกันเลยว่ามีวิธีการเลือกใช้อย่างไร … การกำหนดขนาด Time frame นั้นเราจะใช้สัดส่วนของเลข “ 5 ” ในการกำหนดขนาด Time frame ต่างๆ … เทรดเดอร์หลายคนสิ่งที่คิดเลยคือทำไมต้องเลข 5 ??

            เรามาดูก่อนกันว่า Time frame ที่เทรดเดอร์ใช้กันส่วนมากนั้น คือ รายวัน , รายสัปดาห์ , รายเดือน ส่วนพวกเทรดสั้นๆ ก็ราย 240 นาที , ราย 60 นาที เป็นต้น มาดูความสัมพันธ์ของแต่ละ Time frame กันว่าแต่ละ Time frame ที่ใช้นั้นมันมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
            - ภาพรายสัปดาห์ ประกอบด้วย ภาพรายวันอยู่ 5 วัน
            - ภาพรายเดือน ประกอบด้วย ภาพรายสัปดาห์อยู่ประมาณ 4.5 สัปดาห์
            - ภาพรายวัน ประกอบด้วย ชั่วโมงการเทรดอยู่ที่ 5-6 ชั่วโมงแต่วัน (ในตลาดหุ้น)



            ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละ Time frame นั้นมีความสัมพันธ์กันโดยประมาณอยู่ที่ “หาร 5” (รายเดือน หาร 5 = ราย สัปดาห์ , รายสัปดาห์ หาร 5 = รายวัน , รายวัน หาร 5 = รายชั่วโมง) ซึ่งหลักการนี้สามารถนำมาใช้ในการประกอบการกำหนดขนาด Time frame เพื่อมาใช้ในการเทรดตลาด Forex ได้เช่นกัน
ส่วนถ้าเทรดเดอร์ที่เป็นเดย์เทรด จะกำหนด Time frame ย่อยลงมาก็ได้เช่นกัน
เช่น
240 / 5 = 48 (ก็ใช้ประมาณ 60 นาทีในรายชั่วโมง)
, 60 / 5 = 12 (ก็ใช้ประมาณ 15 นาที)
ซึ่งจะได้ 3 Time frame คือ 240 นาที , 60 นาที และ 15 นาที ในการกำหนดการเทรด โดย 240 นาทีไว้ดูแนวโน้มใหญ่ , 60 นาที ไว้ดูแนวโน้มระยะกลาง และ 15 นาทีไว้ดูแนวโน้มย่อยในการเข้าเทรด
ลองเอาหลักนี้ไปใช้กันดูในการกำหนด Time frame เพื่อที่จะเทรดในตลาด Forex แห่งนี้กันนะครับ


ทีมงาน : forexfactorythai.com

ชัยชนะที่เหมาะสม

ชัยชนะที่เหมาะสม

Trading is a marathon, not a sprint! … การเทรดเป็นการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การรวยภายในช่วงข้ามคืน
หลายคนอาจคิดว่าคนที่เก่งคือคนที่กำไรเยอะๆ กำไรเร็วๆ ไม่จำเป็นต้องมีแผนการเทรดก็ได้ มองที่ผลลัพธ์ของคนเหล่านั้น โดยไม่สนวิธีการหรือที่มาที่ไป บางคนอาจจะ All-in แล้วได้ก็ได้ ซึ่งเทรดเดอร์ที่ดีไม่ควรไปโฟกัสในสิ่งเหล่านั้น มันเป็นเพียงภาพระยะสั้น พวกเขาเหล่านั้นมีโอกาสน้อยมากที่จะยืนระยะยาวได้
สิ่งที่เทรดเดอร์ควรแยกแยะให้ออกเลยคือ การชนะแบบ “เหมาะสม” กับ “ไม่เหมาะสม”
  • การชนะแบบเหมาะสม คือ เมื่อคุณทำตามแผนการเทรดที่วางไว้ตั้งแต่แรกของคุณ และการเทรดนั้นคุณชนะ ซึ่งเป็นการชนะที่เหมาะสม จะช่วยเสริมสร้างวินัยของคุณอีกด้วย
  • การชนะแบบไม่เหมาะสม คือ คุณอาจจะวางแผนไว้ตอนแรก แต่ไม่ได้ทำตามแผน แต่คุณชนะ ซึ่งสิ่งนี้เป็นการชนะที่ไม่เหมาะสม ไม่ต่างอะไรกับโยนเหรียญหัวก้อย สิ่งนี้จะเป็นตัวทำลายการสร้างวินัยของคุณ
การรักษาวินัยและทำตามแผนที่เทรดนั้นถือเป็นหัวใจของการเทรด ถ้าปราศจากแผนการเทรด การเทรด Forex นั้นจะไม่ต่างอะไรจากการพนัน … ค่อยๆ เก็บกำไรไปเรื่อยๆในการเทรด ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ถ้าเราไปเร่งการเทรด อาจจะเป็นผลร้ายกับเราในท้ายที่สุด
สิ่งสำคัญในช่วงเริ่มแรกคือทำตามแผนการเทรดของเราให้ได้อย่างต่อเนื่อง ทุกไม้ที่เทรดต้องมีแผน ถ้าขืนทำตามแผนบ้าง ไม่ทำตามบ้าง อันนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการพนันเหมือนเช่นเคย ควรซีเรียสกับเรื่องนี้ สร้าง Mindset ในการเทรดว่าเราต้องทำตามแผน แล้วสุดท้ายคุณจะเป็นผู้ชนะในระยะยาว


ทีมงาน : forexfactorythai.com

ง่าย แต่ไม่ได้ กับ ยาก แต่ได้

ง่าย แต่ไม่ได้ กับ ยาก แต่ได้

            อาชีพเทรดเดอร์เป็นอาชีพที่ต้องอาศัยความชำนาญและการใช้เวลาในการศึกษา สั่งสมประสบการณ์ในการเทรด เพื่อก้าวไปสู่เทรดเดอร์อาชีพที่สามารถสร้างกำไรในระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง … ซึ่งอาชีพเทรดเดอร์ไม่ต่างอะไรจากการทำธุรกิจส่วนตัว คือมันขึ้นอยู่กับตัวเราทั้งนั้น ไม่มีใครมีกำหนดเราเลย เราจะทำมาก ได้มาก เราทำน้อย ได้น้อย แต่สิ่งสำคัญที่เทรดเดอร์หลายคนนั้นไม่สามารถก้าวข้ามผ่านมีในจุดที่สามารถทำกำไรได้นั้นก็เพราะว่ายังมีสั่งสมความรู้และประสบการณ์ที่ยังไม่ถึงระดับที่สามารถทำกำไรได้ หลายคนไปเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ควรเสีย อย่างเช่น นั่งดูกราฟวันละ 8 – 10 ชั่วโมง , อ่านกระทู้ต่างๆ , ติดตามข่าวสารที่ไม่สำคัญกับการเทรดเท่าไหร่หนัก หรือเปลี่ยนกลยุทธ์การเทรดอยู่บ่อยครั้ง เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นการใช้เวลาของเราอย่างเปล่าประโยชน์ เทรดเดอร์ควรแยกแยะให้ออกว่าสิ่งไหนควรเสียเวลา และสิ่งไหนไม่ควรเสียเวลา … หลายที่เลือกการนั่งดูกราฟ มากกว่าการทำแผนการเทรด นั้นก็เพราะว่าการดูกราฟมันง่ายกว่า มันไม่น่าเบื่อ มันสนุก มันดูเท่กว่า แต่ลองมาพิจารณากันจริงๆแล้วนั้น มันไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นเลย ต่างกับถ้าเราใช้วางในการวางแผนการเทรด จะช่วยให้เราเทรดได้ดีขึ้น ตัดอารมณ์การเทรด สร้างวินัย รู้ข้อผิดพลาดต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองเพิ่มขึ้น


บางอย่างง่าย สนุก ดูเท่ – แต่มันไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นเลย
บางอย่างยาก น่าเบื่อ เครียด – แต่เกิดประโยชน์ในอนาคต
…เราจะเลือกอะไรละครับ เราเทรดเพื่อความสนุก หรือเทรดเพื่อเงิน?

ง่าย สนุก เท่ – ไม่เกิดประโยชน์ยาก เครียด น่าเบื่อ – เกิดประโยชน์
ดูกราฟวันละ 8 -10 ชั่วโมงทำแผนการเทรดทุกๆ ต้นสัปดาห์เทรด
นั่งพลิกกราฟไปมา , ไล่หาสัญญาณเทรดสร้าง Watchlist
ลอง Indicators ใหม่ๆโฟกัส Indicator ที่ใช้อยู่
ทดสอบระบบการเทรดใหม่ๆทบทวนผลการเทรดที่ใช้อยู่
ติดตามกูรูต่างๆ ที่คอยบอกสัญญาณซื้อขายจำลองสถานการณ์ในการเทรดขึ้นมาว่าถ้าเป็นอย่างงี้จะทำอย่างไรต่อ ในกรณีทั้ง ดี กลาง เลว
พูดคุยกับเทรดเดอร์แปลกหน้าไปเรื่อยๆโฟกัสที่ตัวเอง , พัฒนากลยุทธ์ของตัวเอง , ค่อยๆปรับปรุงไปเรื่อยๆ

ทีมงาน : forexfactorythai.com

การเงินเชิงพฤติกรรมกับการเทรด

การเงินเชิงพฤติกรรมกับการเทรด

            การเงินเชิงพฤติกรรม หรือ Behavioral finance เป็นศาสตร์หนึ่งของวิชาทางการเงินที่กำเนิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างทฤษฎีทางการเงินและทฤษฎีทางจิตวิทยเข้ามารวมกัน ซึ่งแนวคิดนี้จะแสดงให้เห็นว่า “อารมณ์” หรือความรู้สึกของมนุษย์นั้นมีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุน ซึ่งอารมณ์ของมนุษย์นั้นนำไปสู่ความไม่มีเหตุผลของนักลงทุน ทำให้เกิดการลงทุนที่ผิดพลาดเกิดขึ้นได้หแไก
            โดยหลักๆการเงินเชิงพฤติกรรมนั้นจะเน้นหลักในเรื่อง “ความอคติต่างๆ” ของนักลงทุนที่เกิดขึ้นจากข้อมูลต่างๆที่นักลงทุนได้รับ และส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของนักลงทุน ซึ่งความอคติหลักๆมีดังนี้
            Overconfident: นักลงทุนส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นใจตัวเองสูง คิดว่าตัวเองเก่งกว่าความสามารถจริงๆของตัวเอง ซึ่งนำไปสู่การ All in , ไม่กระจายความเสี่ยง , การเทรดมากเกินไป และผลการวิจัยพบว่าเทรดเดอร์เพศชายมักมีแนวโน้มความมั่นใจมากเกินไปมากกว่าเทรดเดอร์เพศหญิง
            Hindsight error: เข้าใจถึงปัญหาหลังจากที่เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นไปแล้ว และเชื่อว่าจะสามารถจะไปพยากรณ์อนาคตได้เห็นเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นซ้ำ แต่พอเกิดจริงกลับไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ เช่น กราฟสร้างรูปแบบ H&S เรียบร้อยแล้วค่อยมาโม้ว่าเพราะเกิดรูปแบบนี้ถึงลง แต่พอ ณ ตอนนั้นกลับไม่ทำอะไร เป็นต้น


          Confirmation errors
สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
  1. Cognitive consonance: ให้น้ำหนักข้อมูลที่ยืนยันกับความคิดตัวเองมากกว่า
  2. Cognitive dissonance: ละเลยกับข้อมูลที่ตรงข้ามกับความคิดตัวเอง
            Misunderstanding randomness: มโนรูปแบบราคาเป็นรูปแบบต่างๆ ทั้งๆที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง เป็นเพียงการแกว่งตัวทั่วไป
            Vividness bias: ให้น้ำหนักกับประสบการณ์ที่เคยเจอ เช่น เคยเทรด Breakout 3-4 ครั้ง แล้วเจอ Fail ติดต่อกัน เลยคิดว่าการเทรด Breakout นั้นใช้ไม่ได้ ซึ่งความเป็นจริงอาจจะไปเจอช่วงที่เทรดแพ้ติดต่อกัน ซึ่งโอกาสอาจเป็นเพียง 1% ของทั้งหมด เป็นธรรมชาติของการเทรดอยู่แล้ว เป็นต้น
            เทรดเดอร์ในต่าง Forex ก็ควรเข้าใจหลักการเงินเชิงพฤติกรรมนี้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการเทรด ป้องกันไม่ให้เกิดความอคติต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถอยู่รอดในตลาดแห่งนี้ได้อย่างยาวนาน


ทีมงาน : forexfactorythai.com

วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559

6 สิ่งที่จะทำลายตัวเทรดเดอร์


6 สิ่งที่จะทำลายตัวเทรดเดอร์

อาชีพเทรดเดอร์ในตลาด Forex นั้น ถ้าจะประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ต้องอาศัยองค์ประกอบทั้ง 3 องค์ประกอบที่สมบูรณ์ คือ 1. วิธีการเทรดที่ดี 2. การจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม และ 3. มีจิตวิทยาในการเทรด ซึ่งถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งใน 3 สิ่งนี้ เทรดเดอร์จะไม่มีทางต่อสู้กับตลาดแห่งนี้ได้เลย ดังนั้นควรจะให้ความสำคัญกับ 3 สิ่งนี้ทั้งสิ้น … โดยสิ่งที่จะเป็นตัวทำลายทำให้เทรดเดอร์ทำให้ 3 องค์ประกอบที่ว่านั้น บกพร่องมีดังต่อไปนี้

  1. เทรดโดยไม่มี Stop loss : เราไม่มีทางรู้จริงๆเลยว่าแนวโน้มที่เกิดขึ้นมันจะไปไกลแค่ไหน แต่เราสามารถรู้ได้ว่าเราจะควบคุมความเสี่ยงในการเทรดของเราได้แค่ไหน กำหนดจุดตัดขาดทุน กำหนด Position size ที่เหมาะสม ก็สามารถช่วยให้เรายังรักษาเงินทุนของเราเพื่อที่จะเทรดตอ่ไปได้ ขณะที่เราเทรดผิดทาง … การเทรดโดยปราศจาก Stop loss นั้นเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่จะคอยระเบิดพอร์ตของตัวเทรดเดอร์เอง การเทรดโดยหวังว่าราคาจะกลับมาที่เดิมและค่อยปิด Position นั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการพนัน … ถ้าทางผิดก็ตัดขาดทุน แค่นั้น !
  2. มโนไปเอง : บางคนชอบคาดการณ์ตลาดว่าจะไปในทิศทางไหน ประเมินกำไรต่อเดือนแบบเข้าข้างตัวเอง … ซึ่งความจริงคือ ไม่มีใครรู้หรอกว่าตลาดจะไปทางไหน ผลลัพธ์ที่เราเทรดจะกำไรหรือขาดทุน ไม่มีใครรู้ เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ … แต่สิ่งที่ควบคุมได้คือ ตัวเราเอง กลยุทธ์การเทรด ความเสี่ยงได้รับได้ และ แผนการเทรดที่วางไว้ ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ A เราจะทำอย่างไร แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ B ล่ะ เราจะทำอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น
  3. Ego : เทรดเดอร์ที่มีอีโก้สูงมักจบด้วยการเจ๊งในท้ายที่สุด … เชื่อมั่นว่าตัวเองแม่น เชื่อว่าตัวเองแน่ ตัวเองเจ๋งกว่าตลาด สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรมีสำหรับเทรดเดอร์
  4. ดื้อ : ทำผิดอย่างเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก หวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป จากการกระทำเดิมๆ … เช่น ขอไม่ทำตามแผนเทรด สักไม้ สองไม้ หรือขยับ Stop loss ออกนิดนึง ซึ่งสิ่งเล็กๆเหล่านี้จะเป็นสาเหตุหลักที่จะทำลายตัวเทรดเดอร์ในอนาคต
  5. กำหนดจุดออกไม่เป็น : หลายคนที่หาจุดเข้าเป็น แต่หาจุดออกไม่เป็น หลายครั้งที่บ่อยกำไรใหญ่ๆ กลายเป็นขาดทุน เนื่องจากหาจุดออกไม่เป็น
  6. เล่นเกินตัว : เป็น Basic ของความผิดพลาดของเทรดเดอร์ที่พบกันบ่อยมากกก หวัง All in ทีเดียวได้กำไรคำโตๆ แต่สุดท้ายต้องจบการล้างพอร์ต


ทีมงาน : forexfactorythai.com

Risk Reward Ratio 101

Risk Reward Ratio 101

            ทางทฤษฎีของ Risk reward ratio มันง่ายมากเลยคือ ถ้าคุณลงทุนอะไรอย่างหนึ่ง โดยเสี่ยง 100 บาท เพื่อหวังผลตอบแทน 200 บาท … ถ้าชนะจะได้ 200 บาท แต่ถ้าแพ้ก็เสีย 100 บาท … ดังนั้น RRR (ต่อไปนี้ขอเรียก Risk reward ratio สั้นๆ ว่า RRR) จะเท่ากับ 100 / 200 = 0.50 .. ยิ่ง RRR ต่ำเท่าไหร่ แสดงถึงผลตอบแทนนั้นให้มูลค่ามากกว่าความเสี่ยงค่อนข้างเยอะ (ถ้าเป็น Forex อย่างนี้น่าเทรด) แต่ถ้า RRR > 1 นั้นแปลว่า ความเสี่ยงที่ลงไปนั้นมากกว่าผลตอบแทนที่ได้รับ (อย่างนี้ไม่น่าเทรด)
            ในการเทรดนั้นอาจเพิ่มความซับซ้อนขึ้นมาหน่อย หน่อยจะเราจะรู้ 2 อย่างคือ 1. Risk และ 2. Reward … ประเด็นมันอยู่ที่เราจะหามันได้อย่างไรให้ได้ใกล้เคียงกับความประจริง และเกิดประสิทธิภาพการเทรดมากที่สุด

Risk: เริ่มต้นในการหา ความเสี่ยง ในการเทรดนั้นคือหาจุด Stop loss … ความเสี่ยงคือค่าความแตกต่างระหว่างจุดเข้าและจุด Stop loss

Reward: เป้าหมายการทำกำไร คือวัดจากจุดเข้าและจุด Take profit


ตัวอย่าง  USDEUR ถ้าเล่นสไตล์ Breakout มองรูปแบบราคาฟอร์มตัวคล้าย Double bottom เทรดเดอร์สายนี้จะเข้าเปิด Long ที่บริเวณ 0.7260 และกำหนด Stop loss ที่ Low เดิมแถวๆ  0.7150 ตั้ง Target ที่ 0.7400
คำนวณ
            Risk = 0.7260 – 0.7150 = 0.0110
            Reward = 0.7400 – 0.7260 = 0.0140
            Risk reward ratio = 0.0110 / 0.0140 = 0.7857
            Reward / risk = 1.27
หมายความว่าแทง 1 หน่วย คาดหวังผลตอบแทน 1.27 หน่วย

ส่วนในการเทรดการทราบถึง RRR อย่างเดียวคงไม่พอ ยังต้องทราบถึง %Win ของกลยุทธ์ที่เราใช้ด้วย ถ้าสมมติกลยุทธ์ที่เราใช้
สมมติ Reward / risk = 2.50
- ต้องใช้กลยุทธ์ที่มี %Win ไม่น้อยกว่า 28.57% ถึงจะเท่าทุน
 1 / (1+2.5)

            หรือสมมติ %Win = 70%
            - Reward / risk อย่างน้อยต้อง = 0.428
(1 / 0.70) - 1


            เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเทรด เราก็ควรเทรดในจังหวะที่เราได้เปรียบ ในจังหวะที่ Reward/risk สูงๆ เพราะยังมีเรื่อง slippage และค่าธรรมเนียมการซื้อขายอีกที่ยังไม่ได้เข้าไปคำนวณ ในการเทรดจริงก็ควรเอาตัวเลขเหล่านี้บวกเข้าไปอีก เพื่อความเหมาะสมในการเทรด

ทีมงาน : forexfactorythai.com

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

สายเหยี่ยว หรือ สายพิราบ




สายเหยี่ยว หรือ สายพิราบ
            เทรดเดอร์ Forex หลายคนอาจจะ งง กับคำนี้ แต่อย่างพึ่งหนีมันนะครับ ถ้าติดตามข่าวสารเศรษฐกิจกันอยู่บ่อยๆ ต้องเคยได้เห็น 2 คำนี้กันอย่างแน่ๆ
            สายเหยี่ยว (Hawkish) : ความเห็นเชิงเข็มงวดทางเศรษฐกิจ – ขึ้นดอกเบี้ย
            สายพิราบ (Dovish) : ความเห็นเชิงผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ – ลดดอกเบี้ย
            แม้ว่าจุดประสงค์ในการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางนั้นจะเหมือนกันคือสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็การกำหนดนโยบายนั้นก็ต้องมาจากเจ้าหน้าที่ในนั้นว่าจะมีความเหตุว่าอย่างไร นักเศรษฐศาสตร์แต่ละคนก็มีมุมมองแตกต่างกันออกไป ทำให้การกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนั้นก็ต่างกันด้วย
            ในธนาคารกลางนั้นก็เปรียบเสมือนธุรกิจทั่วๆไปที่ประกอบด้วย หัวหน้า เจ้าหน้าที่ พนักงาน ที่แต่ละคนมีคนละ 1 เสียงในการโหวตว่าจะให้ใช้นโยบายทางการเงินแบบใด ซึ่งถ้าความเห็นส่วนมากมีลักษณะ Dovish โอกาสการลดดอกเบี้ยก็มีสูง แต่ถ้าความเห็นส่วนมากมีลักษณะ Hawkish โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยก็มีสูง


            แต่อย่างก็ดีเราก็ต้องดูผู้นำสูงสุดของแต่ละธนาคารกลาง เพราะบุคคลเหล่านี้จะเป็นตัวนำอยู่แล้ว ให้ฟังความคิดเห็นของเขาเหล่านั้นเวลาขึ้นพูดปราศรัยว่ามีความเห็นเป็นอย่างไร เช่นนาง Yellen ที่เป็นประธาน FED หรือนาย Draghi ที่เป็นประธาน ECB ซึ่งหลักๆเราต้องดูความเห็นของคนเหล่านี้ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดนโยบายทางการเงิน และจะมีผลต่อค่าเงินในประเทศนั้นๆ
            การดูตารางการขึ้นปราศรัย หรือตัวเลขเศรษฐกิจที่จะประกาศนั้นสามารถติดตามได้ทาง http://www.forexfactory.com/ ซึ่งจะบอกเวลาและความสำคัญของแต่ละเหตุการณ์ว่าจะมีผลต่อค่าเงินนั้นมากน้อยแค่ไหน

ทีมงาน : forexfactorythai.com

ยิ่งรีบยิ่งเจ๊ง

ยิ่งรีบยิ่งเจ๊ง

            ทุกคนที่เข้ามาเทรดส่วนมากก็อยากจะรวยเร็วๆ ทำกำไรเร็วๆ เลยเร่งการเทรด ใส่หน้าตักเยอะๆ เพื่อหวังกำไรเป็นก่อเป็นกำ ซึ่งสุดท้ายก็นำมาซึ่งหายนะทั้งสิ้น
            ยอมรับว่าเงื่อนไขของ “เวลา” นั้นสำคัญมาก คนเรามีเวลาจำกัดกันทุกคน เป็นธรรมชาติของมนุษย์โลก ถ้าคนเราเป็นอมตะ เราก็ไม่ต้องรีบร้อนทำอะไร เราสามารถทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ เราจะสอบตกกี่รอบก็ได้ เพราะเดี๋ยวก็สอบใหม่ได้ เพราะเวลาเราไม่จำกัด หรือเราจะเลือกเรียนอะไรก็ได้ที่เราอยากเรียน ถ้าไม่พอใจก็เปลี่ยนไปเรียนวิชาอื่นใหม่ … แต่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิ คนเรามีเวลาจำกัด ยิ่งใช้เวลากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่าไหร่ เราก็จะไม่มีเวลาไปทำสิ่งอื่นมากเท่านั้น ซึ่งเหมือนกับ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ดังนั้นในการใช้ชีวิตของการตัดสินใจต่างๆ ก็ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น ทั้งการศึกษา การงาน การเงิน ท่องเที่ยว บลาๆ


            แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเทรด ?? … ซึ่งที่ต้องพูดถึงคือมันเป็นความขัดแย้ง เพราะว่าถ้าบอกว่าเรามีเวลาไม่จำกัด เราก็สามารถเรียนรู้วิชาได้เรื่อยๆ รอเงื่อนไขที่ดีที่สุดซึ่งอาจเกิดขึ้นปีละครั้งอะไรประมาณนี้ แต่เนื่องจากเวลามีจำกัด เราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ แต่ถ้าเราไปเร่งการเรียนรู้ เร่งการเทรด เพราะอยากรวยเร็วๆจะได้เอาตังไปใช้ … มันจะทำให้พอร์ตเราแตกในที่สุด เพราะสิ่งบางอย่างต้องใช้เวลาในการเติบโต การเทรดก็เช่นกัน ดังนั้นเราควรหาจุดสมดุลให้ได้ ไม่เร่งจนเกินไป และไม่รอนานจนเกินไปเช่นกัน … การเทรดก็เหมือนกับการใช้ชีวิตของเรานั่นเหละ เราไม่สามารถเรียนรู้ทุกสิ่งที่อยู่บนโลกได้หรอก เพียงแต่เราเลือกอยู่กับสิ่งที่เราคิดว่าเหมาะสม สมดุล และมีความสุข


ทีมงาน : forexfactorythai.com

ปัจจัยทางพื้นฐานที่กระทบต่อค่าเงิน

ปัจจัยทางพื้นฐานที่กระทบต่อค่าเงิน

            ต้องบอกว่ามีปัจจัยทางพื้นฐานหลายปัจจัยมากที่มีผลต่อค่าเงินในประเทศนั้นๆ ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่าผลกระทบต่อปัจจัยทางพื้นฐานนั้นมักเป็นลักษณะระยะยาวในกรณีของผลกระทบนั้นรุนแรง หรืออาจเป็นลักษณะระยะสั้นกรณีผลกระทบนั้นไม่รุนแรง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อเทรดเดอร์ โดยในที่นี่จะกล่าวถึงผลกระทบหลักๆที่เทรดเดอร์ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้

สภาพเศรษฐกิจ
            ภาวะเศรษฐกิจที่ดีหรือร้ายสามารถสังเกตได้จาก ผู้บริโภค , ธุรกิจ และ รัฐบาล ในประเทศนั้นว่าเป็นอย่างไร ถ้าผู้บริโภครับรู้ว่าเศรษฐกิจในประเทศดี ผู้บริโภคก็จะรู้สึกปลอดภัย กล้าที่จะใช้เงิน ธุรกิจก็กล้าที่จะลงทุนต่างๆมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็นำไปสู่การเก็บภาษีที่มากขึ้นของรัฐบาล รัฐบาลก็สามารถนำเงินไปพัฒนาต่อได้ ซึ่งเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจภาพรวมในประเทศ
            ในอีกด้านนึง ถ้าเศรษฐกิจแย่ ผู้บริโภคก็ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ธุรกิจไม่กล้าลงทุนอะไร ดังนั้นรัฐบาลก็ขาดรายได้จากภาษี ไม่มีเงินลงทุนพัฒนาประเทศเป็นต้น
            ซึ่งสภาพเศรษฐกิจที่ดีหรือแย่นั้นจะมีผลโดยตรงการค่าเงินในประเทศนั้น


กระแสเงินทุน
            ในยุคกระแสโลกาภิวัตน์ การเติบโตอย่างรวดเร็วของยุคอินเตอร์เน็ตสามารถทำให้การโยกย้ายเงินทุนสามารถทำได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที และสามารถผ่านเพียงปลายนิ้วมือของเรา สามารถย้ายเงินจาก New York สู่ London สู่ Nikkei หรือกระทั้งไป Hang seng ซึ่งการย้ายเงินทุนเหล่านี้ก็จะมีผลโดยตรงต่อค่าเงินแต่ละประเทศ ถ้าเงินไหลออกค่าเงินก็อ่อนค่า ถ้าเงินไหลเข้าค่าเงินก็แข็งค่า ซึ่งการย้ายกระแสเงินทุนนี้ก็มาจากหลักอุปสงค์และอุปทาน เงินทุนจะไหลจากสิ่งที่ไม่น่าดึงดูด ไปสู่สิ่งที่น่าดึงดูด … สิ่งที่น่าดึงดูดคืออะไร ก็เช่นประเทศที่อัตราดอกเบี้ยสูง และมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เป็นต้น

ดุลการค้า
            ในโลกของเรา มีการค้าระหว่างประเทศกันอยู่ตลอดเวลา เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากันและกัน เช่น US นำเข้าสินค้าจาก จีน โดยนำเงินสหรัฐไปแลกเป็นหยวนเพื่อซื้อสินค้าของจีนดังกล่าว เป็นต้น ซึ่งสิ่งนี้มีผลโดยตรงต่อค้าเงินเช่นกัน
            ถ้า ส่งออก > นำเข้า = เกินดุล (ค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่า)
            ถ้า ส่งออก < นำเข้า = ขาดดุล (ค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนค่า)


การเปลี่ยนผ่านของรัฐบาล
            แน่นอนอยู่แล้วว่าการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่นั้นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากนโยบายการบริหารที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงความไม่มั่นคงที่อาจเกิดขึ้น สิ่งนี้จะเป็นการสร้างความกังวลหรือความมั่นใจ ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งจะมีผลต่อมุมมองทางเศรษฐกิจและค่าเงินในประเทศเช่นเดียวกัน

ทีมงาน : forexfactorythai.com