วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

การเทรดรูปแบบ Spike

การเทรดรูปแบบ Spike

รูปแบบ Spike เป็นลักษณะแท่งเดี่ยว ที่แสดงถึงช่วงที่ราคาผันผวนระหว่างวันค่อนข้างมาก โดยไม่คำนึงว่าราคาต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ขอแค่ว่าเป็นช่วงที่ราคาผันผวนปกติ ซึ่งสังเกตได้ง่ายจากลักษณะของแท่งเทียนที่มีไส้เทียนยาวๆ เกิดขึ้นเด่นขึ้นมาผิดปกติ
Credit: CMT

จากกราฟตัวอย่างเป็นราคาของพันธบัตรรัฐบาล อายุ 30 ปี ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ถึง เดือน ต.ค. ปี 2002 เป็นรูปแบบของ Upward spike หรือ Spike ที่เกิดในช่วงขาขึ้น จะเห็นได้จากช่วงที่เป็น High ของรอบการแกว่งตัว (Swing high) ราคาจะเกิดไส้เทียนยาวๆขึ้นไป และย่อตัวกลับลงมา
ในการเทรดรูปแบบนี้ จะเทรดในช่วงที่ราคากลับมาทดสอบแนวต้านของบริเวณที่เกิด Spike อีกครั้ง จากกราฟตัวอย่างด้านบน สังเกตได้ว่าในช่วงที่ราคากลับขึ้นมาทดสอบแนวต้านบริเวณที่เกิด Spike มักจะเป็นการ Failed test หรือ Failed breakout คือราคาจะไม่ทะลุขึ้นไปเลย แต่จะอ่อนตัวลงก่อน เพื่อชะลอการขึ้น ซึ่งจังหวะนี้สามารถเปิด Short เล่นสั้นได้ ส่วนใน Downtrend ก็ตรงกันข้าม
อย่างไรก็ดีรูปแบบ Spike ไม่ได้บอกว่าจะเป็นจุดกลับตัวเลยทีเดียว เป็นการชะลอตัวของแนวโน้มในช่วงนั้นมากกว่า ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของการเทรดนี้

ทีมงาน : forexfactorythai.com

การ Breakout ที่มีประสิทธิภาพที่สุด

การ Breakout ที่มีประสิทธิภาพที่สุด

            หลายครั้งที่เทรดเดอร์สาย Breakout ที่มักใช้การทะลุของรูปแบบราคาต่างๆ ในการเทรดนั้น มักพบเจอกับปัญหาที่เกิดการทะลุหลอก (Failed breakout) อยู่บ่อยครั้ง ถ้าว่าไปตามหลักการแล้วนั้น ปกติยังไงก็ต้องเผชิญกับปัญหานี้อยู่บ่อยครั้งเพราะว่า 80% การเคลื่อนไหวของราคาเป็นลักษณะ Sideway ทำให้การ Breakout มักเป็นการทะลุหลอก

            แต่มีหนึ่งการ Breakout ของรูปแบบหนึ่งที่นักเทคนิคหลายคนพูดไปในทิศทาวเดียวกันว่าเป็นการ Breakout ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และเกิดการทะลุหลอกน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับหลายรูปแบบของราคาทั้งหมด โดยรูปแบบที่ว่านี้คือ “Extended rectangle bottom” (รูปแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่บริเวณจุดต่ำสุด)
            ข้อได้เปรียบของรูปแบบนี้ คือ
  1. ปกติการ Breakout ที่จะประสบความสำเร็จมักเป็นช่วงที่ราคา Sideway หรือแกว่งตัวนิ่งๆ มาสักพักหนึ่ง แล้วเกิดการทะลุของราคาของกรอบนั้นมาอย่างผิดปกติ
  2. สังเกตเป็นรูปแบบ Bottom ซึ่งปกติ ราคาทุกอย่างมักจะมี Upside bias เนื่องจากทุกสินค้าจะไม่มีทางลงต่ำกว่า 0 ได้ เมื่อราคาอยู่แถว Bottom หรือใกล้ 0 ก็จะทำให้การทะลุที่เกิดขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่า (Downside น้อย และ Upside มาก) แต่ถ้ารูปแบบ Top Downside มาก และ Upside มาก ซึ่งจะเห็นว่ารูปแบบ Bottom จะได้เปรียบกว่ารูปแบบ Top อยู่หนึ่งขั้น
Credit: CMT
            จากกราฟตัวอย่างของราคาน้ำมัน ในช่วงปี 1988 – 1998 ราคาน้ำมันแกว่งตัวแถว ๆ 20 เหรียญมากว่า 10 ปี และในช่วงปลายปี 1999 เกิดการ Breakout เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณการซื้อตาม และหลังจากนั้นราคาก็เข้าสู่ภาวะ Bullish จะเห็นได้ว่ารูปแบบนี้ Downside ต่ำมาก แต่ Upside สูง ทำให้โอกาสการชนะในรูปแบบนี้มาค่อนข้างมาก
ทีมงาน : forexfactorythai.com

Trendlines และ Horizontal line

Trendlines และ Horizontal line

            การตีเส้น Trendlines ถือเป็นแหล่งกำเนิดของรูปแบบราคาต่างๆ เลยก็ว่าได้ ในเบื้องต้นการตีเส้น Trendlines นั้น เพื่อที่จะระบุแนวโน้มในช่วงนั้นว่าราคามีทิศทางการเคลื่อนไหวโดยรวมเป็นอย่างไร โดยหลักในการตีเส้น Trendlines อย่างง่ายๆ มีดังนั้น
            - เส้น Trendlines ขาขึ้น จะลากจากจุดต่ำสุดจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในช่วงการขึ้น
            - เส้น Trendlines ขาลง จะลากจากจุดสูงสุดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในช่วงการลง

Credit: CMT
            จากตัวอย่างเส้น Trendlines A แสดงถึง เส้น Trendlines ขาลง ส่วนเส้น Trendlines B, C, D แสดงถึง เส้น Trendlines ขาขึ้น แต่ในส่วนของเส้น Trendlines B, C, D นั้นสามารถลากเส้นใหม่ได้ดังเส้นจุดที่ 3 ในกราฟ เพื่อให้เป็นเส้นเดียวกัน โดยหลักสำคัญของการตีเส้น Trendlines นั้นคือ ยิ่งราคาทดสอบเส้นดังกล่าวมากเท่าไหร่ ยิ่งมีนัยสำคัญมากเท่านั้น
            และอีกหลักการเดียวกันกับการตีเส้น Trendlines แต่จะค่อนข้างง่ายกว่า และมีประสิทธิภาพในการใช้งาน คือ Horizontal line หรือเส้นแนวนอน สามารถใช้หาแนวรับ แนวต้านได้เช่นกัน
Horizontal line: เป็นเส้นแนวนอน เป็นการลากจากจุดสูงสุดหนึ่งไปยังอีกจุดสูงสุดหนึ่งที่มีระดับเดียวกัน เพื่อหาแนวต้าน หรือจากจุดต่ำสุดหนึ่งไปยังอีกจุดต่ำสุดหนึ่งที่มีระดับเดียวกันเพื่อหา แนวรับ

Credit: CMT
            จากกราฟด้านบน ในการตีเส้น Horizontal line แบบแนวรับนั้นจะเป็นการลากเส้นแนวนอนผ่านจุดต่ำสุด 2 จุดด้วยกัน ส่วนเส้น Horizontal line แบบแนวต้านนั้น จะเป็นการลากเส้นแนวนอนผ่านผ่านจุดสูงสุด 2 จุด โดยในตัวอย่างสามารถลากได้ 2 แบบ คือ เส้นด้านบน คือลากแตะจุด High อย่างเดียว และอีกแบบหนึ่งคือ ลากผ่านบริเวณจุดสูงสุด ไม่จำเป็นต้อง High แป๊ะ ซึ่งประเด็นนี้แล้วแต่นักเทคนิคจะนิยมใช้แบบใดมากกว่า
            แนวรับกลายเป็นแนวต้าน แนวต้านกลายเป็นแนวรับ – เมื่อราคาทะลุผ่านแนวต้าน ขึ้นมาทิศทางเป็นสัญญาณ Bullish ซึ่งแนวต้านที่ราคาทะลุผ่านขึ้นมานี้ สามารถใช้เป็นแนวรับในอนาคตได้ ส่วนแนวรับก็เช่นกัน หากถูกราคาทะลุผ่านลงมา เกิดสัญญาณ Bearish ซึ่งสามารถนำแนวรับที่พึ่งทะลุผ่านมานี้ เป็นแนวต้านในการ Rebound ในอนาคตได้เช่นกัน

            และเมื่อราคาทะลุผ่านเส้น Trendlines หรือ Horizontal line จะเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้มก็จริง ถึงอย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง อาจเกิดเหตุการณ์ที่ราคาทะลุผ่านเส้นดังกล่าว แล้ววกกลับเข้ามาอีกครั้ง หรือที่เรียกกันว่าเป็นการทะลุหลอก หรือ Failed breakout อันนี้ต้องอาศัยความชำนาญของเทรดเดอร์ ควรวางกลยุทธ์ในการเทรดให้ดี เพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว

ทีมงาน : forexfactorythai.com

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559

Gaps

Gaps

            เทรดเดอร์ในตลาด Forex มักไม่ค่อยได้เห็นช่องว่างของราคาบนกราฟ หรือ Gap มากสักเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นตลาดที่เปิด 24 ชั่วโมง แต่หากไปเทรดในพวกตลาดหุ้น หรือตลาดอะไรก็ตามที่มีการเปิดตลาดเป็นช่วงเวลา มักจะได้เห็นการเกิด Gap อยู่บ่อยครั้ง โดยการเกิด Gap นั้นมีเหตุผลหลักๆมาจากในช่วงที่ตลาดปิดนั้น ที่มีข่าวสำคัญ หรือเหตุการณ์สำคัญ เข้ามากระทบราคาหุ้น หรือดัชนี จนทำให้ในช่วงตลาดเปิดอีกวันหนึ่งราคาได้สะท้อนกับข่าวสารนั้นในช่วงราคาที่ต่างกันมาก จนเกิดช่องว่างของราคา
            - Upward gap เกิดขึ้นเมื่อ Low ของวันนั้นสูงกว่า High ของวันก่อนหน้า
            - Downward gap เกิดขึ้นเมื่อ High ของวันนั้นต่ำกว่า Low ของวันก่อนหน้า
Credit: CMT

            ในทั่วไปประเภทของ Gap มีอยู่ 4 ประเภท คือ
  1. Common gap: เป็น Gap ที่เกิดขึ้นปกติทั่วไป ไม่มีนัยสำคัญอะไร
การเทรดเทรดเดอร์สามารถเปิดออเดอร์ตรงกันข้ามเมื่อเกิด Gap นี้เกิดขึ้นได้ โดยคาดการณ์ว่าราคาจะกลับมาปิด Gap ดังกล่าว
  1. Breakaway gap: เป็น Gap ที่เกิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนแนวโน้ม มักเกิดในช่วงที่ราคาทะลุผ่านแนวรับ หรือแนวต้านสำคัญๆ ได้อย่างชัดเจน ซึ่งปกติ Gap นี้เวลาเกิดขึ้นมักจะไม่มีการลงมาปิด
การเทรดเป็นการคาดการณ์ก่อน ในช่วงที่ราคาฟอร์มตัวอย่างชัดเจน ปกติควรเปิดออเดอร์ก่อนที่ Gap นี้จะเกิดขึ้น เพราะเนื่องจากหากเกิด Breakaway gap เกิดขึ้น ถ้าไปเปิดออเดอร์ตาม อาจจะไม่ทัน
  1. Exhaustion gapเป็น Gap ที่แสดงถึงการจบของแนวโน้ม โดยเป็นช่วงสุดท้ายของแนวโน้มนั้น ราคาจะกระโดดเปิด Gap ขึ้นมาเพื่อขึ้นทำจุดสูงขึ้นของรอบ หรือจุดต่ำสุดของรอบ และมาปิดภายในไม่กี่วัน
การเทรดเปิดสถานะตรงข้ามเมื่อเกิด Gap นี้เกิดขึ้น โดยวาง Stop loss เหนือ High หรือ Low ที่เกิด
  1. Runaway gapเป็น Gap ที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างกลางแนวโน้ม เป็นการตอกย้ำทิศทางของแนวโน้มในช่วงนั้น
การเทรดGap นี้โดยทั่วไปไม่สามารถเทรดได้ แต่อาจสามารถเพิ่ม Position ของเดิมได้
ทีมงาน : forexfactorythai.com

Gaps

Gaps

            เทรดเดอร์ในตลาด Forex มักไม่ค่อยได้เห็นช่องว่างของราคาบนกราฟ หรือ Gap มากสักเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นตลาดที่เปิด 24 ชั่วโมง แต่หากไปเทรดในพวกตลาดหุ้น หรือตลาดอะไรก็ตามที่มีการเปิดตลาดเป็นช่วงเวลา มักจะได้เห็นการเกิด Gap อยู่บ่อยครั้ง โดยการเกิด Gap นั้นมีเหตุผลหลักๆมาจากในช่วงที่ตลาดปิดนั้น ที่มีข่าวสำคัญ หรือเหตุการณ์สำคัญ เข้ามากระทบราคาหุ้น หรือดัชนี จนทำให้ในช่วงตลาดเปิดอีกวันหนึ่งราคาได้สะท้อนกับข่าวสารนั้นในช่วงราคาที่ต่างกันมาก จนเกิดช่องว่างของราคา
            - Upward gap เกิดขึ้นเมื่อ Low ของวันนั้นสูงกว่า High ของวันก่อนหน้า
            - Downward gap เกิดขึ้นเมื่อ High ของวันนั้นต่ำกว่า Low ของวันก่อนหน้า
Credit: CMT

            ในทั่วไปประเภทของ Gap มีอยู่ 4 ประเภท คือ
  1. Common gap: เป็น Gap ที่เกิดขึ้นปกติทั่วไป ไม่มีนัยสำคัญอะไร
การเทรดเทรดเดอร์สามารถเปิดออเดอร์ตรงกันข้ามเมื่อเกิด Gap นี้เกิดขึ้นได้ โดยคาดการณ์ว่าราคาจะกลับมาปิด Gap ดังกล่าว
  1. Breakaway gap: เป็น Gap ที่เกิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนแนวโน้ม มักเกิดในช่วงที่ราคาทะลุผ่านแนวรับ หรือแนวต้านสำคัญๆ ได้อย่างชัดเจน ซึ่งปกติ Gap นี้เวลาเกิดขึ้นมักจะไม่มีการลงมาปิด
การเทรดเป็นการคาดการณ์ก่อน ในช่วงที่ราคาฟอร์มตัวอย่างชัดเจน ปกติควรเปิดออเดอร์ก่อนที่ Gap นี้จะเกิดขึ้น เพราะเนื่องจากหากเกิด Breakaway gap เกิดขึ้น ถ้าไปเปิดออเดอร์ตาม อาจจะไม่ทัน
  1. Exhaustion gapเป็น Gap ที่แสดงถึงการจบของแนวโน้ม โดยเป็นช่วงสุดท้ายของแนวโน้มนั้น ราคาจะกระโดดเปิด Gap ขึ้นมาเพื่อขึ้นทำจุดสูงขึ้นของรอบ หรือจุดต่ำสุดของรอบ และมาปิดภายในไม่กี่วัน
การเทรดเปิดสถานะตรงข้ามเมื่อเกิด Gap นี้เกิดขึ้น โดยวาง Stop loss เหนือ High หรือ Low ที่เกิด
  1. Runaway gapเป็น Gap ที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างกลางแนวโน้ม เป็นการตอกย้ำทิศทางของแนวโน้มในช่วงนั้น
การเทรดGap นี้โดยทั่วไปไม่สามารถเทรดได้ แต่อาจสามารถเพิ่ม Position ของเดิมได้
ทีมงาน : forexfactorythai.com