วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

นโยบายการเงินกับตลาด Forex

นโยบายการเงินกับตลาด Forex

            การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆทั่วโลกนั้นก็เพื่อที่จะสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศตัวเอง โดยนโยบายการเงินถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะคอยควบทิศทางของเศรษฐกิจได้
            นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือทางการเงิน
  • ปริมาณเงิน (Money supply) : อัตราเงินสดสำรอง,อัตราซื้อลด และอื่นๆ
  • อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate) : ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน
  • และอัตราดอกเบี้ย (Interest rate) : กำหนดอัตราดอกเบี้ย
ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและค่าเงินในประเทศนั้นๆ


มาดูประเภทของการใช้นโยบานทางการเงิน ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ คือ
  1. นโยบายการเงินแบบขยายตัว (Expansionary monetary policy) – ค่าเงินอ่อน
            เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยจะเพิ่มปริมาณเงินในระบบให้มากขึ้น เพื่อให้ธนาคารปล่อยกู้ทั้งภาคครัวเรือน และภาคเอกชน ให้เกิดการบริโภคและการลงทุนมากขึ้น อีกทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยให้การกู้ยืมได้ง่ายขึ้น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต
  1. นโยบายการเงินแบบหดตัว (Contractionary monetary policy) – ค่าเงินแข็ง
            เป็นการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ในช่วงเศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรง ธนาคารกลางอยากได้การเติบโตนั้นเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป สามารถทำได้โดยการ ลดปริมาณเงินในระบบ , เพิ่มอัตราดอกเบี้ย (ดอกแพงคนไม่อยากกู้) เพื่อทำให้การบริโภคและการลงทุนนั้นชะลอตัวลง
ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องดูควบคู่กับภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นในการกำหนดนโยบายก็คือ “อัตราเงินเฟ้อ” ซึ่งเป็นตัวแปรหนึ่งที่ธนาคารกลางต่างๆมักใช้เป็นตัวในการกำหนดนโยบาย เพราะว่าอัตราเงินเฟ้อนั้นมีผลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก


ผลกระทบของเงินเฟ้อ (กรณีเงินเฟ้อสูงขึ้น)
  • ผลต่อประชาชนทั่วไป : รายจ่ายสูงขึ้น อำนาจซื้อน้อยลง
  • ผลต่อธุรกิจ : สินค้าแพงขึ้น ยอดขายลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น , ความสามารถการแข่งขันลดลง เนื่องราคาสินค้าส่งออกสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
  • ผลต่อประเทศ : เศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากประชาชนบริโภคน้อยลง ธุรกิจไม่สามารถขายได้ การลงทุนก็ชะลอออไป

            ซึ่งเทรดเดอร์อย่างเราๆอาจมองเป็นเรื่องไกลตัวก็จริง แต่อย่างลืมว่าแนวโน้มใหญ่ของค่าเงินต่างๆนั้น มันมาจากการนโยบายทางการเงินทั้งนั้น โดยผลจากนโยบบายทางเศรษฐกิจอาจร่วมกินเวลาถึง 1 – 2 ปี  ถ้าเราอยู่ฝั่งเดียวกับทิศทางที่ถูกต้อง ก็จะสร้างความได้เปรียบในการเทรดเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ทีมงาน : forexfactorythai.com

เทรดตามแนวโน้ม

เทรดตามแนวโน้ม

            Trend is your friend  คำพูดเดิมๆ ซ้ำๆ ที่เหล่าเทรดเดอร์มือเก๋าชอบพูดกัน ซึ่งที่เหล่าเทรดเดอร์หลายคนพูดถึงแต่สิ่งนี้ก็เพราะว่า การเทรดตามแนวโน้มนั้นจะทำให้เราเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถชนะตลาดได้อย่างยั่งยืน



            “ข้อผิดพลาดของเทรดเดอร์หลายคนคือพยายามจะจับจังหวะเล็กๆการแกว่งตัวของราคา จนลืมดูภาพใหญ่ – Jack schwager
  • ในแนวโน้มขาขึ้น: ขนาดการแกว่งตัวขึ้นของราคา มากกว่าขนาดการแกว่งตัวลง
  • ในแนวโน้มขาลง: ขนาดการแกว่งตัวลงของราคา มากกว่าขนาดการแกว่งตัวขึ้น

แนวโน้มขึ้น


            กราฟตัวอย่าง USDCAD ในช่วงแนวโน้มขาขึ้น ช่วงแรกในการขึ้น 350 pips และตามด้วยการย่อตัวลงมา 150 pips และขึ้นต่อที่ 600 pips และย่อตัวลงมา 250 pips และขึ้นรอบใหญ่ที่ 1450 pips … เห็นอย่างงี้เทรดเดอร์อยากจะ Short สวนไหมละครับ … ใครที่เล่นฝั่ง Long ก็จะได้เปรียบกว่าค่อนข้างเยอะ

แนวโน้มขาลง


            จากกราฟตัวอย่าง USDJPY ในแนวโน้มขาขึ้น ขนาดในการลงโดยรวมแล้วมากกว่าขนาดการขึ้นค่อนข้างเยอะ ซึ่งแสดงให้ชัดว่าฝั่ง Short ได้เปรียบกว่าฝั่ง Long ค่อนข้างเยอะ … เทรดเดอร์ที่ดีก็ไม่ควรไปสวน Short ควรอยู่ฝั่งที่ได้เปรียบจะดีกว่า
            ดังนั้นถ้าอยากได้เปรียบในการเทรดเราก็ควรจะอยู่ฝั่งเดียวกับแนวโน้ม ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรดของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมงาน : forexfactorythai.com

เทดรข่าวโดย Straddle strategy

เทดรข่าวโดย Straddle strategy

            การเทรดในช่วงประกาศข่าวหรือตัวเลขเศรษฐกิจนั้นก็ทำได้เช่นกัน โดยตัวเลขสำคัญๆ อย่าง Nonfarm payroll  , ประชุม FOMC , ดุลการค้า , CPI , ยอดค้าปลีก ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน นี่ยังไม่รวมถึงพวกข่าวในประเทศ การก่อการร้าย สงคราม ภัยพิบัติ อื่นๆ อีก ซึ่งก็มีผลทำให้ค่าเงินนั้นเคลื่อนไหวเยอะเช่นกัน


            ในเบื้องต้นการเทรดพวกตัวเลขเศรษฐกิจนั้นเราควรเตรียมตัวก่อนตัวเลขนั้นประกาศประมาณ 20 นาที โดยประเมินช่วงการแกว่งตัวว่าราคามีโอกาสทะลุไปใดจุดใดหลังประกาศตัวเลขนั้น และกำหนดจุด Breakout ในการเข้า และกำหนดเป้าหมายการทำกำไร และการตัดขาดทุน

Straddle trade
            คือเราไม่มีทางรู้หรอกว่าตัวเลขออกมาเป็นอย่างไร กลยุทธ์นี้ใช้ได้ทั้ง 2 ทิศทาง คือรอหาจังหวะการ Breakout ของราคา และวางเป้าหมาย ทั้ง 2 ฝั่ง โดยถ้า Break ฝั่งใดก็ให้เล่นตามฝั่งนั้น


            จากกราฟตัวอย่าง เริ่มแรกก่อนข่าวประกาศ 20 นาที ให้หากรอบการเคลื่อนไหวเพื่อวางกลยุทธ์ ว่าถ้าราคาทะลุฝั่งขึ้น จะไปเท่านี้ และถ้าราคาทะลุฝั่งลง ก็จะไปเท่านี้ เป็นต้น โดยกำหนดจุด Stop loss ด้วยเช่นกันหากราคาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์
            จากนั้นก็รอข่าวประกาศ ถ้าราคาทะลุฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็ซื้อตามในฝั่งนั้น นี่เป็นการเทรดแบบไม่อิงทิศทาง สามารถตัดอารมณ์การเทรดออกไปได้ เพราะเราไม่มีอคติในการซื้อฝั่งใดฝั่งหนึ่งอยู่แล้ว


ทีมงาน : forexfactorythai.com

ใช้ 3 Time frames


ใช้ 3 Time frames

            ปกติการวิเคราะห์กราฟโดยใช้หลาย Time frames จะช่วยให้เทรดเดอร์ดูมิติการเทรดได้มากมาย ทั้งภาพใหญ่และภาพย่อย ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเทรดของเทรดเดอร์ได้ แต่หลากคนอาจตั้งคำถามสงสัยแล้ว่าจะดูกี่ Time frames ดีล่ะ … ในเบื้องต้นแนะนำให้เทรดเดอร์ใช้ 3 Time frames เพื่อที่จะจับภาพใหญ่ , กลาง และ เล็ก ตามลำดับ
            ภาพใหญ่ : จะหมายถึงการดูแนวโน้มหลัก คอยดูว่าเราควรอยู่ฝั่งไหนในการเทรด
ภาพกลาง : คอยดูว่าแนวโน้มระยะกลางนั้นสอดคล้องกับแนวโน้มหลักหรือเปล่า เพื่อไม่ให้เกิด bias ในการเทรด
ภาพเล็ก : เป็นตัวหาจุดเข้า ออก (entry และ exit)
ส่วนขนาดของ Time frames นั้นก็ขึ้นอยู่กับเทรดเดอร์ว่าเล่นสไตล์ไหน บางคนเล่นสั้นก็อาจใช้ตั้งแต่ราย 1 นาที ถึง 60 นาที ส่วนใครเล่นยาวก็อาจใช้ราย ชั่วโมง ถึง รายวัน
แนะนำการตั้งค่า Time frame
  • ราย 1 นาที , 5 นาที และ 30 นาที
  • ราย 5 นาที , 30 นาที และ 4 ชั่วโมง
  • ราย 15 นาที , 1 ชั่วโมง และ 4 ชั่วโมง
  • ราย 1 ชั่วโมง , 4 ชั่วโมง และ รายวัน
  • ราย 4 ชั่วโมง , รายวัน และ รายสัปดาห์



            การเลือกใช้ Time frames ก็ไม่ควรใกล้กันมาก เนื่องจากจะไม่สามารถบอกความแตกต่างได้อย่างชัดเจน แล้วการใช้นั้นอาจไม่เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งเราควรเลือกใช้แต่ละ Time frame ที่เหมาะสม แต่ละ Time frame ไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อกันมาก เช่น การเปลี่ยนแปลงใน Time frame เล็กเพียงเล็กน้อย ไม่ควรกระทบต่อ Time frame ใหญ่ เป็นต้น

ทีมงาน : forexfactorythai.com

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559

ข่าวสารและตัวเลขเศรษฐกิจ


ข่าวสารและตัวเลขเศรษฐกิจ

            การติดตามข่าวสารและตัวเลขเศรษฐกิจต่างในตลาด Forex นั้นสามารถทำได้อย่างง่ายดาย โดยในปัจจุบันอินเตอร์เน็ตทำให้เราเข้าถึงข้อมูลได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ทั้งการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ และข่าวสารที่มีผลกระทบต่อค่าเงินนั้น เราสามารถรับรู้ได้อย่างทันที
            ปัจจัยพื้นฐานใหม่จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน … เนื่องด้วยปัจจัยต่างๆและข่าวสารต่างๆนั้นเยอะมาก เทรดเดอร์อย่างเราๆคงอ่านกันไม่หมดหรอก เราเพียงแต่ติดตามเฉพาะสิ่งสำคัญๆ ที่จะมีผลจริงๆต่อค่าเงินที่เราเทรด ก็เพียงพอต่อการเทรดแล้ว

แหล่งติดตามข่าวสาร
            http://www.reuters.com/
http://www.bloomberg.com/
นี่เป็น website หลักๆที่เราเทรดเดอร์ต่างประเทศนิยมใช้กัน แต่ยังมีอีกหลาย website มากมายที่ให้ข้อมูลข่าวสารกับเรา เลือกใช้สิ่งที่เราถนัดและคอยติดตามข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาในการเทรด


การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ
            http://www.forexfactory.com/
            อีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการแกว่งตัวของค่าเงินเลยคือการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งในช่วงที่ประกาศนั้นค่าเงินจะผันผวน เทรดเดอร์ต่างจับจ้องไปในที่ๆเดียวกัน ซึ่งเทรดเดอร์สายเล่นสั้นต้องคำนึงถึงสิ่งนี้กันเป็นอันดับแรกๆเลยทีเดียว ทั้งตัวเลขจ้างงาน , ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ , อัตราการว่างงาน , อัตราดอกเบี้ย และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้มีผลต่อค่าเงินทั้งนั้น

            หน้าที่ของเทรดเดอร์คือกรองข้อมูลเหล่านี้แล้วนำมาพิจารณาเพื่อที่จะไปเทรดในตลาด Forex ในตลาดเต็มไปด้วยข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งข่าวลืม ข่าวจริง ข่าวเก่า ข่าวใหม่ เราต้องดูด้วยว่าตลาดตอบสนองต่อข่าวนี้ไปหรือยัง หรือข่าวลือนั้นน่าเชื่อถือขนาดไหน ใครเป็นคนปล่อย อย่างนี้เป็นต้น เราต้องวางแผนการเทรดให้ดี และตอบสนองต่อข่าวสารพวกให้ทันท่วงที


ทีมงาน : forexfactorythai.com

COT - Indicator ที่ดีแต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

COT - Indicator ที่ดีแต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

            ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจก่อนว่า COT คืออะไร … COT ตัวเลขการรายงานของทาง The Commodity Futures Trading Commission, หรือ CFTC ของสหรัฐ โดยจะรายงานข้อมูลตลาด Futures ยอด Net long และ Short ในแต่ละประเภทของผู้เล่น
ซึ่งประกอบด้วย


- Commercial trader (Hedgers) ผู้ผลิตต่างๆที่เข้ามา Hedge สินค้ากับราคาในตลาด Futures เพื่อไม่ให้ดำเนินธุรกิจไปด้วยโดยไม่ต้องคำนึงถึงการเคลื่อนไหวของราคา
- Non-commercial traders (รายใหญ่ เช่นพวกแบงค์, Hedge fund, กองทุนต่างๆ เป็นต้น)
- Retail traders (รายย่อย)
สิ่งสำคัญที่ต้องจับตาดูคือการเคลื่อนไหวของ “รายใหญ่” เนื่องจาก รายย่อยนั้นส่วนมากเป็นผู้ตามอยู่แล้ว จำนวนเงินน้อย ไม่สามารถขับเคลื่อนไหวราคาได้ และพวก Commercial trader นั้นก็ไม่ได้สนทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาอยู่แล้ว แต่คนที่เป็นตัวขับเคลื่อนไหวราคานั้นหลักๆก็มาจากพวก Non-commercial traders หรือรายใหญ่มากกว่า


            เป็นกราฟตัวอย่างแสดงยอดของ COT ในแต่ละผู้เล่น เส้นน้ำเงิน = Commercial trader , เส้นสีแดง = รายย่อย , เส้นสีเขียว = Non-commercial traders (รายใหญ่)
            สิ่งที่เราสนใจคือ “เส้นสีเขียว” หรือ “รายใหญ่” โดยวิธีการวิเคราะห์ COT นั้น คือจะสังเกตจุดที่มัน Extreme ในช่วงที่เส้นเขียวขึ้นสูงมากผิดปกติ … ที่ต้องดูจุด Extreme เพราะว่าเหมือนกับมีคนซื้อมากๆ จนถึงจุดๆนึงราคาขึ้นไปสูงๆ จนไม่มีใครมีซื้อต่อ อะไรจะเกิดขึ้นละครับ สุดท้ายราคาก็จะปรับตัวลงมานั่นเอง
            ซึ่งจากกราฟตัวอย่าง AUDUSD ในช่วงที่เส้นสีเขียวอยู่ในช่วง Extreme เป็นสัญญาณในการเปลี่ยนแนวโน้ม (จากขาขึ้น เป็นขาลง) สุดท้ายก็เห็นการวกตัวกลับลงมาตามกราฟข้างต้น


            เทรดเดอร์สามารถนำเครื่องมือนี้ไปประกอบการเทรดได้เช่นกัน ในการช่วยหาจุดกลับตัว เหมาะสำหรับเทรดเดอร์สายเล่นรอบ สายหาจุดกลับตัว

ทีมงาน : forexfactorythai.com

1 สิ่งที่มีเหมือนกันของเทรดเดอร์ที่สำเร็จ


1 สิ่งที่มีเหมือนกันของเทรดเดอร์ที่สำเร็จ

            ไม่ว่าจะเป็นเทรดเดอร์สาย Trend-following , day trader , swing trader , VI , หรืออะไรก็ตาม การที่จะเทรดให้กำไรในระยะยาวแล้วนั้น ต้องมีหนึ่งสิ่งที่เหมือนกัน ที่ทำให้กระบวนการเทรดเหล่านี้เป็นไปด้วยดีในระยะยาวตลอดการเทรด
            เทรดเดอร์ Forex ที่ประสบความสำเร็จนั้นต้องอาศัยการฝึกฝน การเรียนรู้ ในการทำกำไรจากตลาด ต้องทำการบ้าน เข้าใจในพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคา , แนวโน้ม รวมถึงการคำนวณความเสี่ยงเทียบกับผลตอบแทนในแต่ละการเทรด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวสร้างระบบการเทรดของเราขึ้นมาเพื่อที่จะหาจังหวะเข้าและออกในการเทรด เพื่อหากำไรจากมัน


            กล่าวกันโดยทั่วไปว่า 10% ของเทรดเดอร์ที่เข้ามาในตลาดเท่านั้นที่สามารถทำกำไรในระยะยาวได้ อีก 90% ขาดทุน
            1 สิ่งที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ที่ทำให้เทรดเดอร์ประสบความสำเร็จในการเทรดนั้นก็คือ “วินัย” วินัยในการทำการบ้าน , วางแผนการเทรด และทำตามแผนการเทรด ซึ่งวินัยเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในระยะยาว

ทีมงาน : forexfactorythai.com