วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

สายเหยี่ยว หรือ สายพิราบ




สายเหยี่ยว หรือ สายพิราบ
            เทรดเดอร์ Forex หลายคนอาจจะ งง กับคำนี้ แต่อย่างพึ่งหนีมันนะครับ ถ้าติดตามข่าวสารเศรษฐกิจกันอยู่บ่อยๆ ต้องเคยได้เห็น 2 คำนี้กันอย่างแน่ๆ
            สายเหยี่ยว (Hawkish) : ความเห็นเชิงเข็มงวดทางเศรษฐกิจ – ขึ้นดอกเบี้ย
            สายพิราบ (Dovish) : ความเห็นเชิงผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ – ลดดอกเบี้ย
            แม้ว่าจุดประสงค์ในการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางนั้นจะเหมือนกันคือสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็การกำหนดนโยบายนั้นก็ต้องมาจากเจ้าหน้าที่ในนั้นว่าจะมีความเหตุว่าอย่างไร นักเศรษฐศาสตร์แต่ละคนก็มีมุมมองแตกต่างกันออกไป ทำให้การกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนั้นก็ต่างกันด้วย
            ในธนาคารกลางนั้นก็เปรียบเสมือนธุรกิจทั่วๆไปที่ประกอบด้วย หัวหน้า เจ้าหน้าที่ พนักงาน ที่แต่ละคนมีคนละ 1 เสียงในการโหวตว่าจะให้ใช้นโยบายทางการเงินแบบใด ซึ่งถ้าความเห็นส่วนมากมีลักษณะ Dovish โอกาสการลดดอกเบี้ยก็มีสูง แต่ถ้าความเห็นส่วนมากมีลักษณะ Hawkish โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยก็มีสูง


            แต่อย่างก็ดีเราก็ต้องดูผู้นำสูงสุดของแต่ละธนาคารกลาง เพราะบุคคลเหล่านี้จะเป็นตัวนำอยู่แล้ว ให้ฟังความคิดเห็นของเขาเหล่านั้นเวลาขึ้นพูดปราศรัยว่ามีความเห็นเป็นอย่างไร เช่นนาง Yellen ที่เป็นประธาน FED หรือนาย Draghi ที่เป็นประธาน ECB ซึ่งหลักๆเราต้องดูความเห็นของคนเหล่านี้ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดนโยบายทางการเงิน และจะมีผลต่อค่าเงินในประเทศนั้นๆ
            การดูตารางการขึ้นปราศรัย หรือตัวเลขเศรษฐกิจที่จะประกาศนั้นสามารถติดตามได้ทาง http://www.forexfactory.com/ ซึ่งจะบอกเวลาและความสำคัญของแต่ละเหตุการณ์ว่าจะมีผลต่อค่าเงินนั้นมากน้อยแค่ไหน

ทีมงาน : forexfactorythai.com

ยิ่งรีบยิ่งเจ๊ง

ยิ่งรีบยิ่งเจ๊ง

            ทุกคนที่เข้ามาเทรดส่วนมากก็อยากจะรวยเร็วๆ ทำกำไรเร็วๆ เลยเร่งการเทรด ใส่หน้าตักเยอะๆ เพื่อหวังกำไรเป็นก่อเป็นกำ ซึ่งสุดท้ายก็นำมาซึ่งหายนะทั้งสิ้น
            ยอมรับว่าเงื่อนไขของ “เวลา” นั้นสำคัญมาก คนเรามีเวลาจำกัดกันทุกคน เป็นธรรมชาติของมนุษย์โลก ถ้าคนเราเป็นอมตะ เราก็ไม่ต้องรีบร้อนทำอะไร เราสามารถทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ เราจะสอบตกกี่รอบก็ได้ เพราะเดี๋ยวก็สอบใหม่ได้ เพราะเวลาเราไม่จำกัด หรือเราจะเลือกเรียนอะไรก็ได้ที่เราอยากเรียน ถ้าไม่พอใจก็เปลี่ยนไปเรียนวิชาอื่นใหม่ … แต่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิ คนเรามีเวลาจำกัด ยิ่งใช้เวลากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่าไหร่ เราก็จะไม่มีเวลาไปทำสิ่งอื่นมากเท่านั้น ซึ่งเหมือนกับ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ดังนั้นในการใช้ชีวิตของการตัดสินใจต่างๆ ก็ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น ทั้งการศึกษา การงาน การเงิน ท่องเที่ยว บลาๆ


            แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเทรด ?? … ซึ่งที่ต้องพูดถึงคือมันเป็นความขัดแย้ง เพราะว่าถ้าบอกว่าเรามีเวลาไม่จำกัด เราก็สามารถเรียนรู้วิชาได้เรื่อยๆ รอเงื่อนไขที่ดีที่สุดซึ่งอาจเกิดขึ้นปีละครั้งอะไรประมาณนี้ แต่เนื่องจากเวลามีจำกัด เราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ แต่ถ้าเราไปเร่งการเรียนรู้ เร่งการเทรด เพราะอยากรวยเร็วๆจะได้เอาตังไปใช้ … มันจะทำให้พอร์ตเราแตกในที่สุด เพราะสิ่งบางอย่างต้องใช้เวลาในการเติบโต การเทรดก็เช่นกัน ดังนั้นเราควรหาจุดสมดุลให้ได้ ไม่เร่งจนเกินไป และไม่รอนานจนเกินไปเช่นกัน … การเทรดก็เหมือนกับการใช้ชีวิตของเรานั่นเหละ เราไม่สามารถเรียนรู้ทุกสิ่งที่อยู่บนโลกได้หรอก เพียงแต่เราเลือกอยู่กับสิ่งที่เราคิดว่าเหมาะสม สมดุล และมีความสุข


ทีมงาน : forexfactorythai.com

ปัจจัยทางพื้นฐานที่กระทบต่อค่าเงิน

ปัจจัยทางพื้นฐานที่กระทบต่อค่าเงิน

            ต้องบอกว่ามีปัจจัยทางพื้นฐานหลายปัจจัยมากที่มีผลต่อค่าเงินในประเทศนั้นๆ ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่าผลกระทบต่อปัจจัยทางพื้นฐานนั้นมักเป็นลักษณะระยะยาวในกรณีของผลกระทบนั้นรุนแรง หรืออาจเป็นลักษณะระยะสั้นกรณีผลกระทบนั้นไม่รุนแรง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อเทรดเดอร์ โดยในที่นี่จะกล่าวถึงผลกระทบหลักๆที่เทรดเดอร์ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้

สภาพเศรษฐกิจ
            ภาวะเศรษฐกิจที่ดีหรือร้ายสามารถสังเกตได้จาก ผู้บริโภค , ธุรกิจ และ รัฐบาล ในประเทศนั้นว่าเป็นอย่างไร ถ้าผู้บริโภครับรู้ว่าเศรษฐกิจในประเทศดี ผู้บริโภคก็จะรู้สึกปลอดภัย กล้าที่จะใช้เงิน ธุรกิจก็กล้าที่จะลงทุนต่างๆมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็นำไปสู่การเก็บภาษีที่มากขึ้นของรัฐบาล รัฐบาลก็สามารถนำเงินไปพัฒนาต่อได้ ซึ่งเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจภาพรวมในประเทศ
            ในอีกด้านนึง ถ้าเศรษฐกิจแย่ ผู้บริโภคก็ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ธุรกิจไม่กล้าลงทุนอะไร ดังนั้นรัฐบาลก็ขาดรายได้จากภาษี ไม่มีเงินลงทุนพัฒนาประเทศเป็นต้น
            ซึ่งสภาพเศรษฐกิจที่ดีหรือแย่นั้นจะมีผลโดยตรงการค่าเงินในประเทศนั้น


กระแสเงินทุน
            ในยุคกระแสโลกาภิวัตน์ การเติบโตอย่างรวดเร็วของยุคอินเตอร์เน็ตสามารถทำให้การโยกย้ายเงินทุนสามารถทำได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที และสามารถผ่านเพียงปลายนิ้วมือของเรา สามารถย้ายเงินจาก New York สู่ London สู่ Nikkei หรือกระทั้งไป Hang seng ซึ่งการย้ายเงินทุนเหล่านี้ก็จะมีผลโดยตรงต่อค่าเงินแต่ละประเทศ ถ้าเงินไหลออกค่าเงินก็อ่อนค่า ถ้าเงินไหลเข้าค่าเงินก็แข็งค่า ซึ่งการย้ายกระแสเงินทุนนี้ก็มาจากหลักอุปสงค์และอุปทาน เงินทุนจะไหลจากสิ่งที่ไม่น่าดึงดูด ไปสู่สิ่งที่น่าดึงดูด … สิ่งที่น่าดึงดูดคืออะไร ก็เช่นประเทศที่อัตราดอกเบี้ยสูง และมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เป็นต้น

ดุลการค้า
            ในโลกของเรา มีการค้าระหว่างประเทศกันอยู่ตลอดเวลา เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากันและกัน เช่น US นำเข้าสินค้าจาก จีน โดยนำเงินสหรัฐไปแลกเป็นหยวนเพื่อซื้อสินค้าของจีนดังกล่าว เป็นต้น ซึ่งสิ่งนี้มีผลโดยตรงต่อค้าเงินเช่นกัน
            ถ้า ส่งออก > นำเข้า = เกินดุล (ค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่า)
            ถ้า ส่งออก < นำเข้า = ขาดดุล (ค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนค่า)


การเปลี่ยนผ่านของรัฐบาล
            แน่นอนอยู่แล้วว่าการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่นั้นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากนโยบายการบริหารที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงความไม่มั่นคงที่อาจเกิดขึ้น สิ่งนี้จะเป็นการสร้างความกังวลหรือความมั่นใจ ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งจะมีผลต่อมุมมองทางเศรษฐกิจและค่าเงินในประเทศเช่นเดียวกัน

ทีมงาน : forexfactorythai.com

นโยบายการเงินกับตลาด Forex

นโยบายการเงินกับตลาด Forex

            การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆทั่วโลกนั้นก็เพื่อที่จะสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศตัวเอง โดยนโยบายการเงินถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะคอยควบทิศทางของเศรษฐกิจได้
            นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือทางการเงิน
  • ปริมาณเงิน (Money supply) : อัตราเงินสดสำรอง,อัตราซื้อลด และอื่นๆ
  • อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate) : ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน
  • และอัตราดอกเบี้ย (Interest rate) : กำหนดอัตราดอกเบี้ย
ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและค่าเงินในประเทศนั้นๆ


มาดูประเภทของการใช้นโยบานทางการเงิน ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ คือ
  1. นโยบายการเงินแบบขยายตัว (Expansionary monetary policy) – ค่าเงินอ่อน
            เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยจะเพิ่มปริมาณเงินในระบบให้มากขึ้น เพื่อให้ธนาคารปล่อยกู้ทั้งภาคครัวเรือน และภาคเอกชน ให้เกิดการบริโภคและการลงทุนมากขึ้น อีกทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยให้การกู้ยืมได้ง่ายขึ้น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต
  1. นโยบายการเงินแบบหดตัว (Contractionary monetary policy) – ค่าเงินแข็ง
            เป็นการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ในช่วงเศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรง ธนาคารกลางอยากได้การเติบโตนั้นเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป สามารถทำได้โดยการ ลดปริมาณเงินในระบบ , เพิ่มอัตราดอกเบี้ย (ดอกแพงคนไม่อยากกู้) เพื่อทำให้การบริโภคและการลงทุนนั้นชะลอตัวลง
ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องดูควบคู่กับภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นในการกำหนดนโยบายก็คือ “อัตราเงินเฟ้อ” ซึ่งเป็นตัวแปรหนึ่งที่ธนาคารกลางต่างๆมักใช้เป็นตัวในการกำหนดนโยบาย เพราะว่าอัตราเงินเฟ้อนั้นมีผลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก


ผลกระทบของเงินเฟ้อ (กรณีเงินเฟ้อสูงขึ้น)
  • ผลต่อประชาชนทั่วไป : รายจ่ายสูงขึ้น อำนาจซื้อน้อยลง
  • ผลต่อธุรกิจ : สินค้าแพงขึ้น ยอดขายลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น , ความสามารถการแข่งขันลดลง เนื่องราคาสินค้าส่งออกสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
  • ผลต่อประเทศ : เศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากประชาชนบริโภคน้อยลง ธุรกิจไม่สามารถขายได้ การลงทุนก็ชะลอออไป

            ซึ่งเทรดเดอร์อย่างเราๆอาจมองเป็นเรื่องไกลตัวก็จริง แต่อย่างลืมว่าแนวโน้มใหญ่ของค่าเงินต่างๆนั้น มันมาจากการนโยบายทางการเงินทั้งนั้น โดยผลจากนโยบบายทางเศรษฐกิจอาจร่วมกินเวลาถึง 1 – 2 ปี  ถ้าเราอยู่ฝั่งเดียวกับทิศทางที่ถูกต้อง ก็จะสร้างความได้เปรียบในการเทรดเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ทีมงาน : forexfactorythai.com

เทรดตามแนวโน้ม

เทรดตามแนวโน้ม

            Trend is your friend  คำพูดเดิมๆ ซ้ำๆ ที่เหล่าเทรดเดอร์มือเก๋าชอบพูดกัน ซึ่งที่เหล่าเทรดเดอร์หลายคนพูดถึงแต่สิ่งนี้ก็เพราะว่า การเทรดตามแนวโน้มนั้นจะทำให้เราเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถชนะตลาดได้อย่างยั่งยืน



            “ข้อผิดพลาดของเทรดเดอร์หลายคนคือพยายามจะจับจังหวะเล็กๆการแกว่งตัวของราคา จนลืมดูภาพใหญ่ – Jack schwager
  • ในแนวโน้มขาขึ้น: ขนาดการแกว่งตัวขึ้นของราคา มากกว่าขนาดการแกว่งตัวลง
  • ในแนวโน้มขาลง: ขนาดการแกว่งตัวลงของราคา มากกว่าขนาดการแกว่งตัวขึ้น

แนวโน้มขึ้น


            กราฟตัวอย่าง USDCAD ในช่วงแนวโน้มขาขึ้น ช่วงแรกในการขึ้น 350 pips และตามด้วยการย่อตัวลงมา 150 pips และขึ้นต่อที่ 600 pips และย่อตัวลงมา 250 pips และขึ้นรอบใหญ่ที่ 1450 pips … เห็นอย่างงี้เทรดเดอร์อยากจะ Short สวนไหมละครับ … ใครที่เล่นฝั่ง Long ก็จะได้เปรียบกว่าค่อนข้างเยอะ

แนวโน้มขาลง


            จากกราฟตัวอย่าง USDJPY ในแนวโน้มขาขึ้น ขนาดในการลงโดยรวมแล้วมากกว่าขนาดการขึ้นค่อนข้างเยอะ ซึ่งแสดงให้ชัดว่าฝั่ง Short ได้เปรียบกว่าฝั่ง Long ค่อนข้างเยอะ … เทรดเดอร์ที่ดีก็ไม่ควรไปสวน Short ควรอยู่ฝั่งที่ได้เปรียบจะดีกว่า
            ดังนั้นถ้าอยากได้เปรียบในการเทรดเราก็ควรจะอยู่ฝั่งเดียวกับแนวโน้ม ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรดของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมงาน : forexfactorythai.com

เทดรข่าวโดย Straddle strategy

เทดรข่าวโดย Straddle strategy

            การเทรดในช่วงประกาศข่าวหรือตัวเลขเศรษฐกิจนั้นก็ทำได้เช่นกัน โดยตัวเลขสำคัญๆ อย่าง Nonfarm payroll  , ประชุม FOMC , ดุลการค้า , CPI , ยอดค้าปลีก ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน นี่ยังไม่รวมถึงพวกข่าวในประเทศ การก่อการร้าย สงคราม ภัยพิบัติ อื่นๆ อีก ซึ่งก็มีผลทำให้ค่าเงินนั้นเคลื่อนไหวเยอะเช่นกัน


            ในเบื้องต้นการเทรดพวกตัวเลขเศรษฐกิจนั้นเราควรเตรียมตัวก่อนตัวเลขนั้นประกาศประมาณ 20 นาที โดยประเมินช่วงการแกว่งตัวว่าราคามีโอกาสทะลุไปใดจุดใดหลังประกาศตัวเลขนั้น และกำหนดจุด Breakout ในการเข้า และกำหนดเป้าหมายการทำกำไร และการตัดขาดทุน

Straddle trade
            คือเราไม่มีทางรู้หรอกว่าตัวเลขออกมาเป็นอย่างไร กลยุทธ์นี้ใช้ได้ทั้ง 2 ทิศทาง คือรอหาจังหวะการ Breakout ของราคา และวางเป้าหมาย ทั้ง 2 ฝั่ง โดยถ้า Break ฝั่งใดก็ให้เล่นตามฝั่งนั้น


            จากกราฟตัวอย่าง เริ่มแรกก่อนข่าวประกาศ 20 นาที ให้หากรอบการเคลื่อนไหวเพื่อวางกลยุทธ์ ว่าถ้าราคาทะลุฝั่งขึ้น จะไปเท่านี้ และถ้าราคาทะลุฝั่งลง ก็จะไปเท่านี้ เป็นต้น โดยกำหนดจุด Stop loss ด้วยเช่นกันหากราคาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์
            จากนั้นก็รอข่าวประกาศ ถ้าราคาทะลุฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็ซื้อตามในฝั่งนั้น นี่เป็นการเทรดแบบไม่อิงทิศทาง สามารถตัดอารมณ์การเทรดออกไปได้ เพราะเราไม่มีอคติในการซื้อฝั่งใดฝั่งหนึ่งอยู่แล้ว


ทีมงาน : forexfactorythai.com

ใช้ 3 Time frames


ใช้ 3 Time frames

            ปกติการวิเคราะห์กราฟโดยใช้หลาย Time frames จะช่วยให้เทรดเดอร์ดูมิติการเทรดได้มากมาย ทั้งภาพใหญ่และภาพย่อย ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเทรดของเทรดเดอร์ได้ แต่หลากคนอาจตั้งคำถามสงสัยแล้ว่าจะดูกี่ Time frames ดีล่ะ … ในเบื้องต้นแนะนำให้เทรดเดอร์ใช้ 3 Time frames เพื่อที่จะจับภาพใหญ่ , กลาง และ เล็ก ตามลำดับ
            ภาพใหญ่ : จะหมายถึงการดูแนวโน้มหลัก คอยดูว่าเราควรอยู่ฝั่งไหนในการเทรด
ภาพกลาง : คอยดูว่าแนวโน้มระยะกลางนั้นสอดคล้องกับแนวโน้มหลักหรือเปล่า เพื่อไม่ให้เกิด bias ในการเทรด
ภาพเล็ก : เป็นตัวหาจุดเข้า ออก (entry และ exit)
ส่วนขนาดของ Time frames นั้นก็ขึ้นอยู่กับเทรดเดอร์ว่าเล่นสไตล์ไหน บางคนเล่นสั้นก็อาจใช้ตั้งแต่ราย 1 นาที ถึง 60 นาที ส่วนใครเล่นยาวก็อาจใช้ราย ชั่วโมง ถึง รายวัน
แนะนำการตั้งค่า Time frame
  • ราย 1 นาที , 5 นาที และ 30 นาที
  • ราย 5 นาที , 30 นาที และ 4 ชั่วโมง
  • ราย 15 นาที , 1 ชั่วโมง และ 4 ชั่วโมง
  • ราย 1 ชั่วโมง , 4 ชั่วโมง และ รายวัน
  • ราย 4 ชั่วโมง , รายวัน และ รายสัปดาห์



            การเลือกใช้ Time frames ก็ไม่ควรใกล้กันมาก เนื่องจากจะไม่สามารถบอกความแตกต่างได้อย่างชัดเจน แล้วการใช้นั้นอาจไม่เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งเราควรเลือกใช้แต่ละ Time frame ที่เหมาะสม แต่ละ Time frame ไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อกันมาก เช่น การเปลี่ยนแปลงใน Time frame เล็กเพียงเล็กน้อย ไม่ควรกระทบต่อ Time frame ใหญ่ เป็นต้น

ทีมงาน : forexfactorythai.com